การประชุมนวัตกรรมที่ยั่งยืนครั้งที่ 8 ( Sustainable Innovation Forum 2017, SIF17) เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี ระหว่างวันที่ 13 – 14 พฤศจิกายน 2560

12/01/18

การประชุมนวัตกรรมที่ยั่งยืนครั้งที่ 8 ( Sustainable Innovation Forum 2017, SIF17) เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี ระหว่างวันที่ 13 – 14 พฤศจิกายน 2560

ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้รับเชิญในฐานะผู้แทนของหน่วยงาน(invited delegate) ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมการประชุม “Sustainable Innovation Forum 2017 (SF17)” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “The 8th Sustainable Innovation Forum” ซึ่งเป็นการประชุมกลุ่มย่อย (side event) ของการประชุม COP23 หรือการประชุมรัฐภาคีสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 23 ทั้งนี้การประชุม SIF17 ได้จัดขึ้นที่ Climate Action Domes ซึ่งเป็นอาคารชั่วคราวทรงโดมที่ได้รับรางวัลระบบอาคารที่มีการออกแบบที่ดีด้านการประหยัดพลังงาน ตั้งอยู่ ณ บริเวณของ DHL lawn โดยอยู่ตรงข้ามกับอาคารการประชุม COP23 ‘Bula Zone’ และอยู่ติดกับอาคาร DHL Post Tower ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี งานประชุม SF17 นี้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13 – 14 พฤศจิกายน 2560 มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800 คน มีผู้แทนจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมประชุมมากกว่า 50 ประเทศ มีวิทยากรรับเชิญในระดับสูง (high-level speakers) ทั้งจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมมากกว่า 85 คน และคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางการตลาดและธุรกิจมากกว่า 20 ล้านยูโร วิทยากรรับเชิญในระดับสูงที่มีชื่อเสียงที่ได้รับเชิญและเข้าร่วมได้แก่ นาย Lars Lilleholt ตำแหน่ง Minister for Energy, Utilities and Climate, Ministry of Energy, Utilities and Climate, Denmark และ Ashok Sridharan ตำแหน่ง Mayor of Bonn, Bonn City Council เป็นต้น

งาน Sustainable Innovation Forum 2017 หรือเรียกชื่องานย่อๆว่า “SIF17” มี นาย Nik Gowing จาก International Broadcaster เป็นประธานการจัดงานจำนวน 2 วัน ซึ่งประกอบด้วย เวทีการอภิปราย การออกบูธจากหน่วยงานทั้งจากหน่วยงานสากล และจากหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชนจากประเทศต่างๆทั่วโลก เริ่มต้นด้วยวิทยากรรับเชิญจากประเทศฟิจิซึ่งเป็นเจ้าภาพการจัดงาน COP 23 คือ นาย Aiyaz Sayed-Khaiyum ตำแหน่ง Fijan Attorney-General และ Minister for Economy, Public Enterprises, Civil Service and Communications ได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “Achieving Measureable Global Action” โดยได้นำเสนอนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศและระบุว่าฟิจิเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging country) ที่จะออกหุ้นกู้สำหรับธุรกิจสีเขียว (Green bonds)

ในลำดับถัดมาเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเป็นที่ประทับใจของผู้เข้าร่วมการประชุมโดยนาย Bertrand Piccard ตำแหน่ง President ของ The World Alliance for Efficient Solutions และ Chairman ของ The Solar Impulse Foundation ได้กล่าวถึงบทบาทที่สำคัญของนวัตกรรมที่มีต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change)) ตลอดจนต้องมีการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (paradigm shift) จากการใช้พลังงานในรูปแบบเดิมๆ ได้แก่ การใช้เครื่องยนต์ที่มีการสันดาปภายใน อาคารบ้านเรือนที่ไม่ได้บุฉนวนอย่างดี ระบบทำความร้อนที่ล้าสมัย และระบบกริดที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวในกระบวนการทางอุตสาหกรรมซึ่งนำมาซึ่งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้สรุปว่าความไร้ประสิทธิภาพทางระบบพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวนี้

ในวันแรกของการประชุม SF17 มีการอภิปรายแบบคณะ (panel discussion) จำนวน 6 คณะที่มีเนื้อหาครอบคลุมถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พลังงาน (energy transition) วิวัฒนาการของการเก็บพลังงาน (energy storage) การลดการปลดปล่อยคาร์บอน (decarbonnising) ในระบบการขนส่ง แผนที่นำทางที่นำไปสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืน (road map to sustainable mobility system) เกษตรอัจฉริยะด้านสภาพภูมิอากาศ (climate smart agriculture) และแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านอากาศบริสุทธิ์ (clean air crisis) ผู้ร่วมอภิปรายที่สำคัญนอกเหนือจากผู้นำทางการเมืองแล้ว ยังมีผู้ร่วมอภิปรายที่สำคัญจากภาคเอกขน ได้แก่นาย Markus Duesmann จากบริษัท BMW group ที่ได้ประกาศว่าภายในปี ค.ศ. 2020 บริษัทจะผลิตรถยนต์ทีใช้พลังงานทดแทนชนิดไฟฟ้า (renewable energy electricity) ถึงร้อยละ 100 และ นาย Christof Ehrhart จากบริษัท DHL ซึ่งได้นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า DHL CubicCycle เพื่อการขนส่งพัสดุ

รายการเด่นๆ ในวันแรกของงานประชุม ได้แก่ การถ่ายทอดการสัมภาษณ์สด นาย Lewis Pugh ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์จากหน่วยงาน UN Patron of the Oceans จาก Antarctica ผู้ซึ่งวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกิดมลพิษในน้ำ และอันตรายจากการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลในบริเวณขั้วโลก ได้ให้สัมภาษณ์พบว่ามีอัตราการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ในการประชุมนี้มีการนำเสนอนวัตกรรมที่ถือว่าเป็นสิ่งบุกเบิก (ground-breaking) นั่นก็คือ การนำเสนอถึงศักยภาพของเทคโนโลยีไฮโดรเจนเพื่อเป็นพลังงานในอนาคต โดยสมาชิกของคณะกรรมการไฮโดรเจน ( Hydrogen Council) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่เกิดจากการรวมตัวกันที่ใหญ่ที่สุดของผู้ผลิตอุตสาหกรรมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจน ซึ่งได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม 2560 ในการประชุม World Economic Forum ก่อนหน้านั้น และมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในการประชุม SF17 ถึงวิสัยทัศน์ระดับโลกด้านบทบาทของพลังงานโดรเจน และได้ออกเอกสารเผยแพร่ Hydrogen scaling up: A sustainable pathway for the global energy transition, Hydrogen Council November 2017 ซึ่งสมาชิกของ Hydrogen Council ที่ได้ขึ้นเวทีแถลงข่าวได้อธิบายถึงวิธีการที่ไฮโดรเจนจะสามารถรองรับการใช้พลังงาน ได้ประมาณร้อยละ 18 หรือประมาณ 1 ใน 5 ของความต้องการในการใช้พลังงานของโลกในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งคาดว่าจะมีประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2 พันล้านคน และสามารถรองรับการใช้พลังงานที่ลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 6 กิกกะตัน เพื่อรักษาอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส ได้ประมาณร้อยละ 20 ซึ่งจะทำให้สามารถลดแรงกดดันที่จะต้องใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่นๆได้

โดยทาง Hydrogen Council คาดว่าพลังงานไฮโดรเจนจะสามารถรองรับการใช้เพื่อสำหรับรถยนต์ได้ประมาณ 10 – 15 ล้านคัน และสามารถรองรับความต้องการสำหรับรถบรรทุกได้ประมาณ 5 แสนคันได้ภายในปี ค.ศ. 2030 และจะมีการใช้พลังงานไฮโดรเจนในภาคส่วนอื่นๆอีกด้วย ได้แก่ ในโรงงานอุตสาหกรรม การใช้พลังงานและการให้ความร้อนใน อาคารบ้านเรือน การผลิตและการเก็บพลังงาน ทั้งนี้นาย Takeshi Uchiyamada ตำแหน่งประธานบริษัท Toyota Motor Corporation และเป็นประธานร่วมของ Hydrogen Council ได้ให้ความเห็นว่า โลกในศตวรรษที่ 21 จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปใช้พลังงานที่ปลดปล่อยคาร์บอนในปริมาณน้อยอย่างแพร่หลาย และไฮโดรเจนจะเป็นแหล่งของพลังงานซึ่งจำเป็นสำหรับการส่งผ่าน (transition) ไปสู่การใช้พลังงานที่สะอาดของโลกในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นพลังงานที่สะอาดต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานในการขนส่ง โดยสามารถเป็นเชื้อเพลิงสำหรับพลังงานหรือใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ปลดปล่อยคาร์บอน ณ จุดที่ใช้งาน สามารถผลิตไฮโดรเจนจากกระแสไฟฟ้า(จากพลังงานหมุนเวียน) จากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปลดปล่อยคาร์บอนต่ำๆ ทำให้ได้เส้นทางของการผลิตพลังงานที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนน้อยมากหรือเป็นศูนย์ มีการเติบโตของการใช้ไฮโดรเจนมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากสามารถเก็บและขนส่งไฮโดรเจนได้ในสภาพของเหลวที่มีความหนาแน่นสูงหรือในรูบแบบแก๊สที่สามารถสันดาปหรือใช้เป็นเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) เพื่อผลิตความร้อนและกระแสไฟฟ้า ประโยชน์ที่หลากหลายของไฮโดรเจนทั้งในการขนส่ง อุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน ตลอดจนเพื่อการเก็บพลังงานหมุนเวียนในสเกลขนาดใหญ่ (large scale storage of renewable energies) ทำให้เทคโนโลยีไฮโดรเจนสามารถเป็นคำตอบสำหรับการเอาชนะความท้าทายของเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่ปลดปล่อยคาร์บอนต่ำๆหรือเป็นศูนย์ในอนาคตได้

ในการประชุม SF17 ทั้ง 2 วัน ได้มีผู้นำรัฐบาลทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับท้องถิ่นได้ออกมากล่าวให้คำมั่นสัญญาที่จะต่อสู้กับปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นกับภูมิภาคของเขาเหล่านั้นโดยการลงนามแคมเปญการรณรงค์ Breathlife ที่นำเสนอโดย UN Environment และ WHO และร่วมสนับสนุนโดย ICLEI- Local Governments for Sustainability and the Network of Regional Governments for Sustainable Development (nrg4SD) โดยมีรัฐบาลจาก 10 ภูมิภาค พร้อมด้วยนายกเทศมนตรีจากเมืองต่างๆ ได้แก่ กรุง Bonn (Germany), Tshwane (South Africa), Mount Baker (Australia), Bristol (UK) และ Vatra Gotaland Country (Sweden) ได้ร่วมลงนามในแคมเปญนี้ด้วย

นาย Ashok Sridharan ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีของกรุงบอนน์ ได้กล่าวสุนทรพจน์เรียกร้องให้ภาคเอกชนเสนอรูปแบบการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐซึ่งจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกัน และเน้นว่าเมืองและภูมิภาคต่างๆพร้อมที่จะร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆรวมทั้งภาคเอกชน

หัวข้อของการอภิปรายในวันที่ 2 ของการประชุมนั้นจะมุ่งเน้นในประเด็นด้านการสนับสนุนทางการเงินต่อการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการอภิปรายในประเด็นด้านการเงินดังกล่าวนี้จำนวน 2 คณะโดยการอภิปรายมุ่งเน้นถึงการขยายการสนับสนุนการลงทุนสำหรับลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนในอนาคต (low carbon future) และบทบาทของราคาคาร์บอน (carbon pricing) เพื่อการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีวิทยากรรับเชิญที่ได้นำเสนอประสบการณ์การทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่น่าสนใจ นาย Carole Diechbourg ตำแหน่ง Minister for the Environment, Ministry of Sustainable Development and Infrastructure จาก Luxembourg และ นาย Stephen Lucas ตำแหน่ง Deputy Minister, Ministry of Environment and Climate Change จาก Canada

การอภิปรายท้ายสุดในงานประชุม SF17 เป็นการกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเป็นที่ประทับใจโดยนาย David Hochchild ตำแหน่ง Commissioner of the California Energy Commission โดยได้กล่าวถึงความพยายามของรัฐแคลิฟอร์เนียในการลดการปลดปล่อยคาร์บอน (decarbonisation) โดยได้อธิบายถึงแผนงานในการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) และการใช้มาตรการต่างๆอย่างแข็งขันเพื่อผลักดันให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นอย่างเต็มที่

นาย Nick Henry ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CEO and Founder of Climate Action) ได้ให้ความเห็นต่อผลการจัดงานประชุม SIF17 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในครั้งนี้ว่า การจัดงาน SIF17 ครั้งนี้ทำให้ได้ทราบถึงการดำเนินงานที่สำคัญในช่วงเวลาที่ผ่านมาของหน่วยงานต่างๆ จากประเทศต่างๆทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้ทราบถึงแนวทางเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้สรุปว่า การประชุมตลอดช่วง 2 วันของงานประชุม SIF17 ในครั้งนี้ทำให้เราตระหนักว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุตย์หลายล้านคน ข่าวดีก็คือ เรามีทั้งเครื่องมือและความตั้งใจที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหานี้

เป็นที่น่าสังเกตว่าการประชุม SIF17 ในครั้งนี้ สำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียนนั้นมีบูธจากประเทศอินโดนีเซียซึ่งได้นำเสนอการดำเนินงานและความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันปาล์มและการแปรรูปเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นพลังงานทางเลือก เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases, GHS) สำหรับในส่วนของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น พบว่า มีอยู่เพียง 1 บูธ (booth) คือ America’s Pledge “We are Still In” โดยเป็นความร่วมมือกันของประธานร่วมคือ นาย Michael Bloomberg ตำแหน่ง the United Nation Secretary-General’s Special Envoy for Cities and Climate Change และ นาย Jerry Brown ตำแหน่ง California Governor ได้ออกรายงาน America’s Pledge ฉบับแรกที่ใช้สำหรับการสื่อสารถึงแผนงานต่อสังคมในต่างประเทศได้ทราบ และได้วิเคราะห์ว่า สหรัฐอเมริกา เมืองต่างๆ ธุรกิจต่างๆ ตลอดจนประชาชน และมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐอเมริกา จะสามารถสนับสนุนข้อตกลงปารีส ( Paris Agreement) ได้ ถึงแม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐส่วนกลาง(federal action) ก็ตาม

และท้ายสุดได้มีการแจ้งที่ประชุมให้ทราบถึงการประชุมด้าน Climate Action ครั้งต่อไปนั้น จะเป็นการประชุม The 9th Sustainable Innovation Forum ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นพร้อมๆกันกับการประชุมหลักคือ COP24 ณ เมือง Katowice สาธารณรัฐโปแลนด์


กลับไปหน้าบทความ