ภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์แยกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็งแอนตาร์กติกา

15/11/17

ทีมนักวิจัยจากโครงการวิจัยแอนตาร์กติกามิดาส (MIDAS Antarctic research project) ซึ่งมีสถานีวิจัยอยู่ที่สหราขอาณาจักรได้เฝ้าติดตามสถานการณ์รอยแยกของหิ้งน้ำแข็ง (ice shelf) ที่ชื่อว่า Larsen C ซึ่งเป็นหิ้งน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่อันดับ 4 ในแอนตาร์กติกา โดยภาพถ่ายของดาวเทียม Aqua MODIS ขององค์กรนาซาได้เผยให้เห็นว่ารอยแยกดังกล่าวซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2014 ได้แยกตัวออกอย่างสมบูรณ์และกลายเป็นภูเขาน้ำแข็งที่มีเนื้อที่กว่า 5,800 ตารางกิโลเมตร ความหนาประมาณ 200 เมตร และมีน้ำหนักกว่าล้านล้านตัน โดยนักวิจัยคาดว่าการแยกตัวของภูเขาน้ำแข็งครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 10 - 12 กรกฏาคม พ.ศ. 2560

ภูเขาน้ำแข็งที่แยกตัวออกมา คาดว่าจะถูกตั้งชื่อว่า A-68 นี้ โดยขนาดใหญ่กว่ากรุงลอนดอนถึง 4 เท่า แต่ก็ยังมีขนาดเล็กกว่าประมาณครึ่งหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา นั่นคือ ภูเขาน้ำแข็ง B15 ซึ่งมีขนาดประมาณ 11,000 ตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับเกาะจาเมกา โดยภูเขาน้ำแข็ง B15 ได้แยกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็ง Ross เมื่อปี พ.ศ. 2543

สำหรับสาเหตุของการแยกตัวของภูเขาน้ำแข็งครั้งนี้ ดร. Martin O'Leary นักวิทยาธารน้ำแข็ง ประจำมหาวิทยาลัย Swansea ณ สหราชอาณาจักร กล่าวว่า แม้ว่าการแยกตัวของภูเขาน้ำแข็งเป็นที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีผลมาจากภาวะโลกร้อนโดยฝีมือมนุษย์ แต่การแยกตัวของภูเขาน้ำแข็งครั้งนี้ก็ทำให้หิ้งน้ำแข็ง Larsen C อยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง ในขณะที่ นาง Twila Moon ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็ง ประจำศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (National Snow and Ice Data Center) ของประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน่าจะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์บางท่านเชื่อว่าภาสะโลกร้อนได้เป็นตัวเร่งให้เกิดการแยกตัวของภูเขาน้ำแข็งครั้งนี้ โดยน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นได้กัดเซาะส่วนล่างของหิ้งน้ำแข็ง ในขณะที่ส่วนบนของหิ้งน้ำแข็งก็เปราะลงจากอากาศที่อุ่นขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันในสมมติฐานนี้

การแยกตัวของภูเขาน้ำแข็งครั้งนี้ ทำให้พื้นที่ของหิ้งน้ำแข็ง Larsen C ลดลงไปร้อยละ 12 และส่งผลให้ภูมิทัศน์ของคาบสมุทรแอนตาร์กติกา (Antarctic Peninsula) เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล โดยการเปลี่ยนรูปทรงของหิ้งน้ำแข็ง Larsen C อาจจะทำให้หิ้งน้ำแข็งมีเสถียรภาพลดน้อยลง ในขณะที่ภูขาน้ำแข็งที่แยกตัวออกมาจะลอยอยู่ในทะเล ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ลอยอยู่ในทะเลอยู่แล้วจึงไม่น่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนของระดับน้ำทะเลอย่างเฉียบพลัน แต่เป็นไปได้ที่ว่าหิ้งน้ำแข็ง Larsen C อาจมีความเสี่ยงที่จะพังทลายมากยิ่งขึ้น เหมือนกับ หิ้งน้ำแข็ง Larsen A และหิ้งน้ำแข็ง Larsen B และจะเพิ่มความเสี่ยงให้แก่เรือเดินสมุทร

ศาสตราจารย์ Adrian Luckman ประจำมหาวิทยาลัย Swansea ณ สหราชอาณาจักร กล่าวว่าอนาคตของภูเขาน้ำแข็งนั้นยังไม่มีความแน่นอน โดยภูเขาน้ำแข็งอาจคงตัวเป็นภูเขาก้อนเดียวเป็นเวลาหลายสิบปี หรืออาจจะแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วเคลื่อนตัวไปทางเหนือซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิที่สูงกว่า

ศาสตราจารย์ Luckman กล่าวเสริมอีกว่าสำหรับหิ้งน้ำแข็ง Larsen C นั้นอาจจะค่อย ๆ โตขึ้นอย่างช้า ๆ ในช่วงเวลาต่อจากนี้อีกหลายเดือนและหลายปี หรืออาจจะมีการแยกตัวของภูเขาน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอีกจนนำไปสู่การพังถล่มของหิ้งน้ำแข็ง Larsen C ในที่สุดก็เป็นได้ โดยถ้าหิ้งน้ำแข็งมีการแยกตัวออกมามากขึ้น ก็อาจจะทำให้ธารน้ำแข็งไหลลงสู่มหาสมุทรเร็วขึ้น และส่งผลต่อระดับน้ำทะเลได้ ซึ่งตอนนี้ความเห็นในประชาคมวิทยาศาสตร์กำลังแตกเป็นสองฝั่ง โดยแบบจำลองของโครงการ MIDAS บ่งชี้ว่าหิ้งน้ำแข็ง Larsen C จะมีเสถียรภาพลดน้อยลง แต่การถล่มยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีหรืออาจจะอีกหลายทศวรรษต่อจากนี้ โดยทางทีมนักวิจัยของโครงการ MIDAS จะเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของทั้งหิ้งน้ำแข็งลาร์เซนซีและภูเขาน้ำแข็งนี้ต่อไป


กลับไปหน้าบทความ